Lush Lip Tint รีวิวคร่าวๆ กับลิปแฮนด์เมดชื่อดัง ลัช!!

Lush ลัช ... ยี่ห้อนี้ดังมาจาก Bath Bomb ครับ แต่กระนั้นก็ตาม สินค้าอื่นๆก็จัดว่าเป็นที่นิยมในตลาดมากๆ เพราะสินค้าทุกอย่างแฮนด์เมด แล้วยังมีคุณภาพที่ดีมากๆ เป็นธรรมชาติไม่เหมือนใครอีกด้วยครับ สบู่เอย ครีมเอย ทุกอย่างล้วนมีเอกลักษณ์
วันนี้ก็ขอพาชม Lip Tint ของ Lush กันบ้างครับ ราคาก็ตกที่ 275 ต่อตลับครับ ตามรูปด้านล่างเลยครับ
มีสองสีที่เอามาให้ชมกัน
1. It Started with a Kiss
2. Latte

สำหรับ It Started with a Kiss นั้น ... เนื้อจะตามรูปด้านล่างเลยครับ ดูแดงเข้มมาก แต่พอทาจริงๆแล้วสีจะอ่อนลงนิดนะครับ ไม่ได้เข้มอย่างในรูป
เป็นสีที่ทำให้ริมฝีปากอิ่มขึ้นมา และแดงแบบสด แต่ไม่ดูเว่อร์ครับ จัดเป็นสีที่สวย ... ใครไปร้านลัชก็ลองดูได้ครับ แล้วจะรู้ว่าทาแล้วเข้ากับเราไหม

และที่ภูมิใจนำเสนอคือตัวนี้ครับ Latte
ตัวนี้มีประกายมุกนะครับ แต่ลักษณะสีจะเป็นแนวนู๊ดครับ เป็นธรรมชาติ แต่ดันประสานมุก
มันเลยลงตัวไปอีกแบบหนึ่งครับ จะเรียบก็ไม่เรียบ จะเฉี่ยวก็มีเฉี่ยว สวยลึกลับน่าค้นหาดีครับ สีนี้
ส่วนตัวแนะนำว่าต้องลองครับ สำหรับ Latte
ก็ รีวิวคร่าวๆเท่านี้ครับ
ไม่ได้ใช้โดยตรง (ก็ผมผู้ชาย) แต่ยืมเพื่อนมาถ่ายรูปครับ เพราะตอนที่ลองที่ร้านกับแขน พบว่าสีสวยมากๆ เลยขอถ่ายรูป Lip Tint จากเพื่อนเพื่อมารีวิวโดยเฉพาะครับ ^ ^

ไปต่างประเทศ ใส่เสื้อผ้ายี่ห้ออะไรดูดี ราคาไม่แพง?

ประเทศไทยของเรานั้น สินค้าแบรนด์เนมหลายๆอย่าง ราคาแพงกว่าที่ขายเมืองนอกมากๆครับ
ในขณะเดียวกัน ... แบรนด์เนมบางอย่าง เมืองนอกแพงมาก แต่ในไทยราคาพอไหว ก็มี!!

ดังนั้น ผมจะมาสรุปให้ฟังคร่าวๆ ว่าแบรนด์ไหนขายราคาไม่แรงมากในไทย แต่ไปเมืองนอกใส่แล้วดูรวยดูดี มาบอกกันครับ ... แบรนด์นั้นก็คือ แบรนด์ยีนส์ Levi's ที่รู้จักกันดีนั่นเอง

Levi's ในไทยเรา ราคาก็ไม่ได้ถูกนะครับ แพงเหมือนกัน
แต่มันไม่ได้แพงโอเวอร์อะไรมากมายไงครับ แพง แต่คนไทยส่วนใหญ่ที่ไม่ได้จนกรอบเป็นข้าวเกรียบ มักจะซื้อได้ ยกตัวอย่าง ราคายีนส์แบบไม่ลดราคา ก็อยู่ที่พันกว่าถึงสองพันกว่า เสื้อยืดก็แพงหน่อย แต่ก็ไม่ถึงพัน
...
แต่คุณรู้ไหม ราคา Levi's ต่างประเทศแพงพอตัว!! เกรดจะขึ้นไปอยู่อีกขั้นเลยครับ
ยีนส์ตัวละประมาณ 5,000 บาทครับ!! เสื้อนี่เกือบ 2 พัน!! ดังนั้น การใส่ Levi's ในต่างประเทศ จัดว่าดูดีพอตัวทีเดียว (เป็นการใส่เสื้อผ้าที่มีราคาครับ)
อย่างไรก็ตาม หากใครจะคิดว่าใส่แล้วดูดีระดับแบรนด์ฝรั่งเศส อิตาลีดังๆที่เป็นแบรนด์ไฮโซ ก็ขอบอกว่ายังห่างไกลจากระดับนั้นครับ ไม่ไฮโซขนาดนั้น

เอ้า สรุป!!
ไปต่างประเทศ ใส่กางเกงยีนส์ Levi's
ใส่เสื้อ Levi's
รับรอง ดูดี ไม่กระโหลกกะลาครับ ^ ^

ครีมพิษผึ้ง Bee Venom คืนเดียวหน้าเด้ง!! (จริงๆ!!)

เวลาคุณได้ยินโฆษณาพูดกันว่า ใช้ครีมนี้แล้วเห็นผลภายใน 3 วัน หรือ 7 วัน ... คนส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าโม้ โฆษณาเกินจริง ... ซึ่งมันก็เกินจริง จริงๆอ่ะนะ 555+
ดังนั้น ถ้าผมจะบอกว่า "ครีมพิษผึ้ง" เห็นผลในคืนเดียว!! มันก็คงจะดูเกินจริงไปกันใหญ่!! ... แต่ขอบอกว่า มันคืนเดียวเห็นผล จริงๆครับ!! (อ่านบรรยายก่อนครับ แล้วจะรู้ว่าทำไมเห็นผลเพียงข้ามคืน)

ครีมพิษผึ้งที่ผมใช้ เป็นครีมพิษผึ้งแท้ๆของนิวซีแลนด์ ... ตอนนี้อยู่นิวซีแลนด์ครับ มาเรียนภาษาอังกฤษ ดังนั้นไม่ต้องกังวลว่าผมจะมาหลอกขายครีมจีนแดงแล้วหลอกว่าเป็นครีมนิวซีแลนด์แต่อย่างใด (แล้วบล็อคผมก็ไม่ใช่บล็อคขายของอ่ะนะ 555+) ยี่ห้อก็ตามนี้ครับ Bee Venom Face Creme By Nature From New Zealand
และด้วยความที่เป็นพิษผึ้ง ... แม้จะไม่ได้ถูกต่อยเข้าไปในเนื้อ มันก็มีพิษอ่ะนะ ใครแพ้พิษผึ้ง ให้ระวังไว้เลย
ถ้าไม่รู้ควรเทสก่อนใช้ครับ โดยการทาไว้ที่แขนนิดๆหน่อยๆเป็นพอ ทิ้งไว้สัก 10 นาที ถ้ามันไม่บวมแดงเห่อขึ้นมา ก็ใช้กับหน้าได้เลยครับ
(ปล. ใครอยากอ่านสรรพคุณไวๆ ให้รีบเลื่อนไปบทความย่อหน้าล่างสุดเลย)
แพคเกจของมัน ดูดีเหมือนกันครับ
หยิบหลอดออกมา
หลอดนี้ขนาด 60 กรัมครับ
ขายในซูเปอร์มาร์เก็ต Countdown ราคา 16 ดอลล์ (หรือประมาณ 400 บาท)
สินค้านิวซีแลนด์แท้ๆ จริงๆ ตามข้างขวดครับ (ซื้อที่นิวซีแลนด์ เอาของจีนมาหลอกขายก็ไม่รู้จะว่าไงอ่ะนะ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ 555+ ที่นิวซีแลนด์ของจีนเยอะมากๆ (รวมทั้งคนจีนด้วย))
เปิดฝาออกมา
และลองทาที่แขนดูครับ ... เนื้อครีมของครีมพิษผึ้งก็ขาวๆ ธรรมดาๆ ไม่ได้มีอะไรพิเศษ
เมื่อทาแล้วพบว่าไม่แพ้ ก็พร้อมใช้กับใบหน้า!!

เมื่อทาบนใบหน้าปุ๊บ!! จะมีอาการแสบๆร้อนๆ (เบาๆ ไม่มาก) ที่ใบหน้าทั้งหน้าเลยครับ ไม่ใช่อาการแสบร้อนของการสารให้ความเย็นซ่าพวกเมนทอลนะครับ แต่มันชัดๆเลย ว่ามีอะไรที่ไม่ดีกำลังกัดผิวหน้าอยู่ -*- แต่ไม่ได้กัดรุนแรงเหมือนเอาน้ำมะนาวมาทาหน้านะครับ ไม่ได้โหดร้ายขนาดนั้น
อาการแสบๆเบาๆ ก็จะหายไปภายใน 3-5 นาที ไม่นานครับ จากนั้นก็จะรู้สึกหน้าตึงทันที (หรือหน้าบวมก็ไม่รู้นะ)
จากนั้นก็นอนหลับไปเลยครับ
... ตื่นมาอีกที ริ้วรอยเอย ตีนกาเอย ยุบไปหมดครับ ยังมีเหลือบ้าง แต่ดีขึ้นจริงๆ!!
มันเป็นครีมอัศจรรย์ ที่เห็นผลภายใน 1 วันของจริงครับ!! (จะไม่เห็นผลได้ไง ก็เอาพิษผึ้งมากัดหน้าอ่ะนะ)
อย่างไรก็ตาม หลายๆคนอ่านแล้วอาจจะกลัวว่ามันจะลอกหน้าเป็นขุยๆแสบๆ แบบว่าเอากรดมาลอกหน้าหรือเปล่า (แบบที่เคยฮิตสมัยเมื่อ 10 ปีก่อน ที่คนไปทำหน้ามา จะโดนลอกจนเป็นขุยๆ)
ก็ขอบอกว่าตัวนี้ไม่แรงขนาดนั้นครับ หน้าไม่เสื่อมครับ ปกติดีทุกอย่าง แล้วก็ไม่ได้ทำให้หน้าบวมเหมือนโดนผึ้งต่อยนะครับ ... มันเบาๆครับ แค่รู้สึกว่าหน้าดีขึ้น เรียบตึงขึ้น แค่นั้นเองครับ ไม่รู้สึกเป็นพิษเป็นภัยแต่อย่างใด!!
ข้อดีสุดๆคือคืนเดียวเห็นผล ลองดูได้ครับ ไม่ดี ไม่คืนเงิน เพราะผมไม่ได้เป็นคนขาย 555+

ปล. ตามร้านของฝากจะมีครีมพิษผึ้งขายเยอะครับ (เริ่มจะฮิตกว่ารกแกะ) แต่ผมไม่รู้ว่าดีหรือเปล่า
เลยซื้อยี่ห้อในซูเปอร์มาเก็ตที่คนนิวซีแลนด์จับจ่ายซื้อของกันจริงๆมาลองครับ ... ถ้าลองอันไหน แล้วไม่ค่อยรู้สึกอะไรที่หน้า ผมว่าอันนั้นไม่ใช้พิษผึ้งแท้ครับ แล้วก็ถ้าปวดแสบปวดร้อนมากๆ ก็น่าจะกรดแล้วครับ คงไม่ใช่พิษผึ้ง

โอนิซึกะไทเกอร์ แท้ ลดราคาเหลือ 1,750 บาท!!

ตอนนี้อยู่นิวซีแลนด์ครับ เดินเที่ยวห้าง Dress Smart ซึ่งเป็นห้าง Outlet ที่นี่ (เค้าเอาท์เล็ทจริงจัง ไม่ใช่แค่ชื่อ -*-)
และตอนเดินผ่านร้านที่ขาย Onitsuka Tiger ก็พบว่า ... เค้าเอารองเท้ามาเซลล์หลายสีเลย แล้วก็ยังมีสภาพที่ดูดีไม่มอมแมมแต่อย่างใด (แต่ก็คงเก่าค้างสต๊อกด้วยแหละ) ในราคาเพียง 1,750 บาท เมื่อแปลงเป็นเงินไทย!! ที่สำคัญ ไม่ต้องกลัวว่าเป็นของปลอมด้วย
(ตามรูปครับ ราคา 70 ดอลล่าร์นิวซีแลนด์ ณ วันนี้คือดอลละ 25 บาทครับ คูณเข้าไป)

เห็นแล้วก็นึกถึงตัวเอง ตอนไปดูรองเท้ายี่ห้อนี้ที่เซ็นทรัล ปกติราคาคู่ละ 3,600 บาท (โดยประมาณ) ซึ่งก็มีเซลล์บ้างเหมือนกัน เคยเจอครับ
ราคาลดเหลือประมาณนี้แหละคือๆกัน ... แต่สภาพรองเท้ามอมมากๆ มอมเหมือนโดนใส่มาแล้ว (แต่ไม่ได้โดนใส่มาแล้วหรอก เนื้อยังเรียบอยู่)
ถ้าวันนั้นเจอยังงี้ก็อาจจะซื้อนะเนี่ย ... แต่จริงๆเราก็ไม่ได้เป็นแฟนโอนิซึกะไทเกอร์อ่ะนะ อาจจะไม่ซื้อ 555+ (คือถ้าเห็นว่าถูกก็ซื้อไง แม้จะไม่ได้เป็นแฟนยี่ห้อนี้ เหอๆๆ)

ปล. ถ้าไปดูช็อปของ Onitsuka Tiger ในกลางเมือง Auckland (ตรง Britomart) อย่าคิดว่าถูกนะครับ แพงกว่าไทยนิดๆด้วยครับ -*-

Nescafe Dolce Gusto เครื่องชงกาแฟใหม่ ไฉไลกว่าเดิม!!

มีเครื่องชงกาแฟใหม่มาแนะนำครับ ไม่รู้ว่าเข้าไทยหรือยังเพราะไม่ได้ติดตาม แต่ถ้ายังไม่ได้เข้า อีกไม่นานก็เข้าแน่ๆ เพราะรุ่นบุกเบิกสีแดง ก็ทำยอดขายได้ดีเป็นเทน้ำเทท่า รุ่นนี้ก็น่าจะฮิตไม่แพ้กัน
เครื่องชงกาแฟรุ่นนี้เป็นของเนสกาแฟเจ้าเดิมครับ ชื่อว่า Nescafe Dolce Gusto ครับ!!
จุดเด่นของเครื่องนี้ จะต่างจากรุ่นเดิมคือมีถ้วยกาแฟจิ๋วสำหรับชงกาแฟออกมาเป็นรูปแบบต่างๆโดยเฉพาะครับ เวลาซื้อก็ต้องซื้อแบบถ้วยนั้นมาใช้
อย่างในรูปด้านบนครับ จะเห็นว่ามีกาแฟ 3 ชั้นอยู่ วิธีใช้ ก็ใช้ถ้วยขาว 1 ถ้วย และถ้วยกาแฟ 1 ถ้วย (ถ้วยขาวน่าจะนมหรือครีมเทียม)
แล้วก็คงเลือก กดปุ่ม ให้มันออกมาตามต้องการ ก็เท่านั้นเองครับ

และจากในรูปล่าง จะเห็นว่าสามารถผสมได้หลากหลายครับ ชงโกโก้หรือชอคโกแลตก็ได้ครับ ใช่ว่าจะต้องเป็นกาแฟอย่างเดียว
จากในรูปด้านบน ก็ชงกาแฟได้ 6 แบบแล้ว น่ากินทุกแบบเลยครับ!!

ก็เป็นเครื่องชงกาแฟอีกรุ่นที่น่าสนใจมากๆตัวหนึ่ง แต่ไม่รู้จะขายดีเท่าหรือเปล่า เพราะดูเหมือนราคาจะแพงกว่าตัวเก่าด้วยครับ สำหรับราคาที่ผมเห็น อยู่ที่ประมาณ 3,750 บาทครับ (แต่ก็ไม่ได้โหดร้ายมากนะ ราคานี้)

Onitsuka Tiger ต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่นฮิตไหม?

Onitsuka Tiger - โอนิซึกะไทเกอร์ แบรนด์นี้ดังมาพักใหญ่ๆแรมปีกันแล้วในไทยเรา ... ส่วนตัวก็เลยอยากรู้ว่าต่างประเทศ ดังไหม? เป็นที่รู้จักกันแค่ไหน ก็เลยลองๆถามชาวต่างชาติที่รู้จักดู
ผลปรากฎว่า ... ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จักครับ แต่ก็ไม่แปลกนะ เพราะแม้จะบอกว่าดังในไทย แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยรู้จักเหมือนกันแหละ (แต่ก็ถามไม่กี่ประเทศอ่ะนะ ... เกาหลี, จีน แค่ในเอเซียนี่ล่ะ)

แต่ถามคนญี่ปุ่น ... กลับไม่รู้จักซะนี่สิ!! ถึงจะถามไปแค่ 3 คนก็เหอะ แต่นึกว่าอย่างน้อยก็น่าจะรู้จัก 555+
นอกจากจะไม่รู้จักแล้ว ยังออกแนวประมาณว่า "ไม่เคยผ่านหู" มาก่อนซะด้วย -*-
แต่พอเช็คตามเวบญี่ปุ่น ก็พบว่าฮิตพอประมาณเหมือนกันแหละ แต่มันไม่ได้ดังระดับชาติ ... Onitsuka Tiger ก็รู้จักกันเฉพาะกลุ่มที่ญี่ปุ่นครับ

สรุปแล้ว ได้ใจความว่า Onitsuga Tiger ในญี่ปุ่นก็มีชื่อ แต่เนื่องด้วยญี่ปุ่นค่อนข้างมีแบรนด์สัญชาติญี่ปุ่น ที่เจาะเป้าหมายเฉพาะกลุ่มค่อนข้าง "เยอะ" มากๆ เลยไม่ได้ดังมากเท่ากับต่างประเทศ เป็นงั้นไป
กลายเป็นว่า ในญี่ปุ่น แบรนด์อย่าง Nike, New Balance จะเป็นที่นิยมกว่า ถัดไปก็เป็น Adidas, Puma อะไรพวกนี้แหละครับ ที่เป็นแบรนด์สปอร์ทหน่อยๆน่ะครับ

Vaseline Petroleum Jelly ลิปมันที่ดีที่สุดสำหรับผม!!

เพิ่งไปได้ยี่ห้อลิปมันหรือ Lip Balm มาใหม่ครับ มีขายมานานแล้วแต่ผมเพิ่งได้ใช้ ยี่ห้อนี้ชื่อว่า Vaseline ครับ (วาเซลีน)
เป็นผลิตภัณฑ์ประเภท Petroleum Jelly ครับ เห็นมีขายด้วยกัน 3 แบบ คือ แดง เขียว น้ำเงิน (ถ้าจำไม่ผิด)
ผมลองซื้อสีเขียวมาใช้ครับ เป็นแบบ Aloe Vera (ว่านหางจระเข้)
เปิดมาก็ ... แบบเนี๊ยะครับ
ราคาในบ้านเรา มีคนบอกว่าซื้อมาราคา 250 บาท (แพงไปไหม -*-)
(ผมซื้อที่ต่างประเทศน่ะครับ ถูกกว่า)
แต้มออกมา ก็เนื้อเป็นแบบนี้ครับ
จากภาพที่เห็นคร่าวๆ ถ้าสังเกตุเห็น จะรู้ว่า เนื้อของมันเหลวกว่าลิปมันทั่วๆไปครับ
และด้วยที่มันเหลวกว่าลิปมันแบบแท่งๆรวมทั้งแบบตลับทั่วๆไปนั้น
ทำให้มันไม่หนักปาก และเกลี่ยได้เนียนไม่เป็นปึก ไม่รำคาญเลยครับ เป็นลิปมันที่ใช้ดีมากๆ!!
นอกจากนั้น มันยังทนมากๆด้วย ติดบนปากทนนาน ... ผมเองเป็นคนที่ปากแตกลอกบ่อยๆ แม้จะใช้ลิปมันช่วงเช้า แต่บ่ายๆ ก็เริ่มจะแห้งละ (แถมหนักปากด้วย) แต่เจ้าตัวนี้ไม่รู้หนึกรำคาญริมฝีปากเลย แล้วก็ปากนิ่มเนียนไปจนถึงเย็นเลยครับ

สำหรับคนที่ไม่ชอบลิปมันทั่วๆไป ลอง Vaseline ดูครับ แนะนำครับ น่าจะชอบ ^ ^